หน้าแรก เทคนิคการซ่อม งานและบริการของร้าน เปรียบเทียบข้อมูล flyback ดาว์นโหลดข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เปลี่ยนภาษา ติดต่อทางร้าน

 

ความเสี่ยงในการซ่อม

ช่างหลายคนที่พอมีงานซ่อมเข้ามาในร้านก็จะคิดถึงอาการเสียและ
วิธีการซ่อมทันที ซึ่งความจริงก็ถูกต้อง แต่ว่ายังมีอีกสิ่งที่เราต้องเอามาพิจารณาด้วยก็คือความเสียงในการซ่อม ความเสี่ยงในที่นี้ไม่ได้หมายความถึง อันตรายที่จะเกิดขึ้น แต่เป็นความเสี่ยงต่อการขาดทุน ทั้งเงิน เวลา และชื่อเสียงของร้าน เช่น ในการซ่อมทีวี แต่ละเครื่อง แต่ละอาการจะมีความเสียงที่แตกต่างกัน โดยที่เราจะนำข้อมูลต่อไปนี้มาพิจาณาในเรื่องความเสียงในการซ่อม

  • อายุการใช้งานของเครื่อง
  • ยีห้อของเครื่อง
  • ลักษณะอาการเสีย
  • ระดับของลูกค้า

ขออธิบายแยกเป็นหัวข้อดังนี้
อายุการใช้งานของเครื่อง

เครื่องที่มีอายุการใช้งานมานานก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูง ต่อการขาดทุน บางครั้งเราคิดว่ามีแค่อาการเครื่องหลวม แต่พอซ่อมเสร็จใช้ไปสักพัก มีอาการอื่น ๆ กลับมาอีก ช่างด้วยกันเข้าใจ แต่ลูกค้าเขาไม่เข้าใจ และไม่อยากจะเข้าใจด้วย


ยีห้อของเครื่อง

ยีห้อของเครื่องก็มีผลต่อการซ่อม และการหาอะไหล่ ยิ่งในเครื่องที่มียีห้อที่แปลก ๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยง เพราะว่าการซ่อมบางครั้งก็อาศัยการทดลองเปลี่ยนอะไหล่ดู (กรณีที่ไม่สามารถวัดได้ว่าดีหรือเสีย) ถ้าเป็นเครื่องยีห้อดัง ๆ มีอะไหล่อยู่ทั่วไป ก็ไม่เป็นไร ถ้าชื้อมาเปลี่ยนแล้วไม่ได้ ก็ยังเก็บไว้ใช้ซ่อมเครื่องอื่น แต่ถ้ายี้ห้อแปลก ๆ แล้ว ถึงจะเก็บไว้ได้ แต่ก็ไม่รู้จะได้ใช้อีกหรือเปล่า


ลักษณะอาการ

ลักษณะอาการเสียก็มีผลต่อความเสี่ยงในเรื่องการขาดทุน อย่างเช่น ลูกค้าบอกว่าเครื่องโดนฝ้าผ่า ไฟไม่เข้า อาการนี้มีความแปรผันสูง อาจจะง่ายสุด ๆ อย่างแค่ฟิวส์ขาด จนถึงยาก และแพง เช่น ไอซีคอม จูนเนอร์ และภาคจ่ายไฟเสีย พอซ่อมเสร็จ จอภาพดันมาเสียอีก เป็นต้น


ระดับของลูกค้า

อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญในการพิจารณา เช่น ถ้าเราซ่อมเสร็จและได้คิดราคาค่าซ่อมไป 500 บางคนอาจจะบอกว่าธรรมดา  แต่บางคนอาจจะบอกว่าแพง ถ้ารู้อย่างนี้ซื้อเครื่องใหม่ดีกว่า ซึ่งถ้าเขาคิดแบบนี้ มันอาจจะเป็นผลเสียต่อร้านของเรา เพราะว่าเขาจะไม่กลับมาที่ร้านเราอีกเลย และยังอาจไปบอกเพื่อน ๆ ของเขาด้วย

วิธีการแก้ปัญหากับเครื่องที่มีความเสี่ยงสูง

ตอนรับของจากลูกค้า (ถ้าเราเห็นว่าเครื่องนั้นมีความเสี่ยงสูง)

  • พยายามพูดกับลูกค้า (แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคน) พูดยังไงก็ได้ให้เขาค่อยมาเอาของวันหลัง อาจเป็นวันรุ่นขึ้นก็ได้ เพราะว่าถ้าเป็นเครื่องมีความเสี่ยงเราต้องใช้สมาธิ และเวลาใน
    การซ่อม ถ้าเขานั่งรออยู่ ช่างจะรู้สึกกดดัน และรีบ กลัวว่าเขาจะคอยนาน เช่นซ่อมทีวีเปลี่ยนไอซีภาคจ่ายไฟ เปลี่ยนไปแล้วพังอีก เพราะยังมีตัวอื่นที่เสีย แต่เช็คไม่หมด ต้องรีบซ่อม เลยต้องเสียไอซีไปฟรี ๆ 1 ตัว
  • ต้องพูดคุยราคากับลูกค้าก่อน โดยพยายยามพูดให้กว้าง ๆ เอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น ช่างบอกลูกค้าว่า ถ้าต่ำกว่า 1,000 ผมจะซ่อมให้เลย แต่ถ้าสูงกว่านี้ผมจะโทรไปถามพี่อีกที่นะครับ
  • ถ้าเราคิดว่าเราซ่อมไม่ได้ก็ควรรับงานเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ลูกค้าคิดว่าเราเลือกงาน  ลองเช็คดูคร่าว ๆ ถ้ายังไม่ได้ หรือว่าไม่คุ้ม ก็ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบโดยเร็วที่สุด ลูกค้าจะพอใจ แต่มีช่างหลายร้านทำเฉย เพราะคิดว่ามันไม่ได้เงิน ครั้งแรกลูกค้าโทรมาก็บอกว่ากำลังซ่อม ครั้งที่สองบอกว่าสั่งอะไหล่ ครั้งที่สามบอกว่า เขาส่งมาผิดเบอร์ พอสุดท้ายลูกค้ามาถึงร้าน แล้วยกเครื่องกลับ หลังจากนั้นก็ไม่เข้ามายังร้านนี้อีกเลย

ตอนซ่อม

หลายคนที่ซ่อมแบบดุดัน ยังไงต้องซ่อมให้ได้ กลัวอาย ไม่กลัวอด มีตัวอย่างจะเล่าให้ฟังครับ ตอนที่ผู้จัดทำเปิดร้านใหม่ ๆ มีทีวีอยู่เครื่องหนึ่ง ลูกค้าบอกว่าส่งไปร้านอื่นแล้ว แต่ซ่อมไม่ได้ ผู้จัดทำก็เลยลองดูคิดว่า
ไอซีน่าจะเสืย ก็เลยสั่งมาเปลี่ยนดู ปรากฎว่า ราคา 1,200 เลยถามลูกค้า
ดูก่อน เขาตอบว่า ถ้าไม่เกิน 1,500 เขาซ่อม ก็เลยสั่งไอซีตัวนั้นมา พอมาใส่ปรากฎว่าไม่ได้ อาการยังเหมือนเดิม แน่นอนครับผมขาดทุนแล้ว หลังจากเกิดเหตการแบบนี้ (หลาย ๆ ครั้ง) ก็เลยมานั่งคิด ๆ ดู ถ้าเราซ่อมเราจะได้กำไร 300 บาท แต่ถ้าขาดทุนก็ขาดทุน 1,200 บาท รวมทั้งค่าโอนเงิน และค่าส่งอีก ถ้าเราทำแบบนี้บ่อย ๆ เราคงจนลง ๆ แน่ ลองเปรียบเทียบกับถ้าเราซ่อมเครื่องอาการเสี่ยงน้อยกว่า การซ่อมก็ง่าย กำไรก็คงมากกว่า 300 แน่

ตอนที่คิดราคาต้องคิดเผื่อกรณีที่เครื่องตีกลับมาด้วย

สำหรับเครื่องที่มีความเสี่ยงสูงตามที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะตีกลับมาง่าย ๆ อย่างเช่นเครื่องเก่า ๆ อย่าลืมไปว่าถ้ายังอยู่ในช่วงรับประกันของเรา เราอาจจะต้องซ่อมให้เขาฟรี ๆ ถ้าคิดราคานิดเดียวเราอาจจะขาดทุนก็ได้ แถมบางครั้งตอนที่เครื่องตีกลับมา อาจจะยากกว่าตอนแรกอีกด้วย